หลักคือเลือกอาหารที่กระทบแผลน้อยที่สุด สามอย่างที่ควรเลี่ยงคือกรด ความเผ็ดและเค็มจัด และความแข็ง NIDCR ระบุว่าอาหารเผ็ดหรือเค็มอาจทำให้แสบหรือเจ็บเมื่อปากแห้ง HSE ระบุให้เลี่ยงผลไม้และน้ำผลไม้ที่เป็นกรดเพราะทำให้แสบ และระบุว่าอาหารหยาบเช่นขนมปังปิ้ง หรือซีเรียลแผ่นอาจทำให้เจ็บ ส่วนสิ่งที่ควรเลือกคืออาหารเย็นและนุ่ม AAP ระบุว่าถ้าปากเจ็บ ให้เครื่องดื่มเย็น และถ้าเจ็บจนกินหรือดื่มลำบาก NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์
เรื่องอาหารเป็นสิ่งที่คนที่มีแผลในปากคิดถึงมากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นวันละหลายครั้ง และแต่ละครั้งอาจเจ็บ
ข่าวดีคือหลักการมีไม่กี่ข้อ และทุกข้ออธิบายได้ด้วยกลไกเดียวกัน คือลดสิ่งที่ไปกระตุ้นแผล
สามอย่างที่ควรเลี่ยง และเพราะอะไร
| สิ่งที่เลี่ยง | ตัวอย่าง | เหตุผล |
|---|---|---|
| กรด | ส้ม มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ น้ำผลไม้รสเปรี้ยว น้ำอัดลม | HSE ระบุให้เลี่ยงผลไม้และน้ำผลไม้ที่เป็นกรด เพราะทำให้แสบ และ AAP ระบุไม่ให้ใช้น้ำผลไม้รสเปรี้ยวเมื่อปากเจ็บ |
| เผ็ดและเค็มจัด | พริก น้ำจิ้มรสจัด ของหมักดอง ขนมขบเคี้ยวรสเข้ม | NIDCR ระบุว่าอาหารเผ็ดหรือเค็มอาจทำให้แสบหรือเจ็บเมื่อปากแห้ง |
| แข็งและมีขอบคม | ขนมปังปิ้ง ซีเรียลแผ่น ขนมกรอบ มันฝรั่งทอด | HSE ระบุว่าอาหารหยาบเช่นขนมปังปิ้งหรือซีเรียลแผ่นอาจทำให้เจ็บ และของแข็งยังบาดแผลใหม่ได้ |
เพิ่มอีกหนึ่งที่ควรระวัง คือของร้อนจัด เพราะความร้อนกระตุ้นความเจ็บโดยตรง และยังเสี่ยงลวกเยื่อบุที่เปราะอยู่แล้ว
สิ่งที่มักผ่านได้
| กลุ่ม | ตัวอย่าง | เหตุผล |
|---|---|---|
| ของเย็น | นมเย็น น้ำเย็น โยเกิร์ต ไอศกรีม ของแช่เย็น | AAP ระบุว่าถ้าปากเจ็บ ให้เครื่องดื่มเย็น ความเย็นช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะที่ของเหลวผ่านแผล |
| อาหารนุ่ม | โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ตุ๋น เต้าหู้ ฟักทองนึ่ง กล้วยสุก | HSE ระบุให้เลือกอาหารเย็นและนุ่ม เพราะลดการเสียดสีที่แผล |
| อาหารรสอ่อน | ต้มจืด ข้าวสวยนุ่ม ๆ นมและผลิตภัณฑ์จากนม | ไม่มีกรดหรือรสจัดที่กระตุ้นแผล |
| ของเหลวผ่านหลอด | เครื่องดื่มเย็นผ่านหลอด สมูทตี้ที่ไม่เปรี้ยว | HSE ระบุให้ลองเครื่องดื่มเย็นผ่านหลอดถ้าปากเจ็บมาก เพราะช่วยให้ของเหลวข้ามบริเวณที่เจ็บ |
สำหรับผลไม้ ตัวเลือกที่มักผ่านได้คือผลไม้สุกที่ไม่เปรี้ยวและเนื้อนุ่ม เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก หรือแตงโม ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวควรพักไว้ก่อนจนกว่าแผลจะดีขึ้น
ในกลุ่มอาหารเสริมและส่วนประกอบที่ช่วยเรื่องความนุ่มหรือรสชาติ เช่น ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ที่ใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารบางชนิด สิ่งที่ควรดูคือมันไม่ได้เป็นกรดและไม่ระคายแผล ไม่ใช่ว่ามันรักษาแผล เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่รักษาแผลในปากได้
เทคนิคที่ช่วยได้ในแต่ละมื้อ
- เคี้ยวข้างที่ไม่มีแผล ลดการเสียดสีที่แผลโดยตรง ทำได้ทันทีและไม่มีค่าใช้จ่าย
- หั่นให้เล็กลงและปรุงให้นุ่มขึ้น ลดการที่อาหารต้องผ่านแรงเคี้ยวมาก
- ปล่อยให้เย็นลงก่อน โดยเฉพาะของที่เก็บความร้อนอย่างซุปข้นหรือชีส
- จิบน้ำระหว่างมื้อ ช่วยชะล้างและลดความแห้ง โดย NIDCR ระบุว่าน้ำลายช่วยชะล้างเศษอาหาร ซึ่งเมื่อปากแห้ง การชะล้างจะลดลง
- ถ้ามื้อไหนกินได้น้อย ให้แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ บ่อยขึ้น ได้พลังงานรวมมากกว่าการฝืนกินให้ครบในมื้อเดียว
สิ่งที่ไม่ควรทำคือหยุดกินหรือหยุดดื่มเพราะกลัวเจ็บ เพราะเมื่อของเหลวและพลังงานลดลงหลายวัน ร่างกายจะอ่อนเพลีย และในบางกลุ่มอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ผลจะชัดเร็วกว่านั้น
เมื่อการกินกลายเป็นปัญหาจริง
ถ้าปรับอาหารแล้วยังกินหรือดื่มไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนต่อ NIDCR ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อแผลรุนแรงจนกินหรือดื่มลำบาก และ NHS inform ระบุว่าการรักษาอาจช่วยเมื่อแผลกระทบการกินและการดื่ม
ในเด็ก เกณฑ์เข้มกว่านั้น CDC ระบุว่าควรพบแพทย์เมื่อเด็กดื่มได้ไม่ดีจนกังวลเรื่องขาดน้ำ และ AAP ระบุให้ติดต่อกุมารแพทย์ทันทีหรือไปห้องฉุกเฉินหากสงสัยว่าเด็กขาดน้ำ รายละเอียดสำหรับเด็กอยู่ที่ ลูกเจ็บปาก กินข้าวไม่ได้
สำหรับผู้ที่กำลังรับการรักษามะเร็ง เรื่องอาหารเชื่อมกับโภชนาการโดยตรงและควรอยู่ในการดูแลของทีมที่รักษา รายละเอียดอยู่ที่ แผลในปากจากคีโมและฉายแสง
ระหว่างนั้น การลดสิ่งที่มากระทบแผลยังเป็นทางที่ทำได้ทุกวัน ในเชิงกลไก ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตั้งเป้าสร้างชั้นกั้นเพื่อลดการที่อาหารและน้ำสัมผัสแผลซ้ำ ซึ่งไม่ได้รักษาสาเหตุ ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น และไม่ใช่ยาชา ควรอ่านฉลากจริงและปรึกษาเภสัชกรหรือทันตแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้ป่วยที่เปราะบาง และถ้าแผลอยู่นานเกิน 3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ตามที่ NHS ระบุ ไม่ใช่ปรับอาหารต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อเด็กหรือผู้ใหญ่กินอาหาร ดื่มน้ำ และได้รับใยอาหารลดลงหลายวัน การขับถ่ายอาจเปลี่ยนตามมาทางอ้อม การกลับมาได้รับน้ำและอาหารที่เพียงพอยังคงเป็นเรื่องหลัก ส่วนผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกอย่าง Eureko Fructo เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลระบบทางเดินอาหาร ไม่ได้รักษาแผลในปาก และควรใช้ตามฉลากและความเหมาะสมของแต่ละคน
